สารอาหารที่ร่างกายต้องการระหว่างตั้งครรภ์

  เมื่อ: Thursday, April 26th, 2012, หมวด เพิ่มคุณค่าช่วงตั้งครรภ์,  ชม 1,156 ครั้ง

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์

ความต้องการโปรตีน เมื่อมีครรภ์ความต้องการโปณตีนจะเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างเสริมเซลล์ และเนื้อเยื่อต่างๆ ของแม่และทารก
ความต้องการโปรตีนของหญิงมีครรภ์ จะสูงที่สุดในระยะ 3-4 เดือนก่อนคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการเติมโตของทารกสูงที่สุดทั้งร่างกายและสมอง ความต้องการโปรตีนจึงเพิ่มขึ้นด้วย เซลล์สมองของทารกจะเติมโตเร็วที่สุดในระยะ 3 เดือนก่อนคลอดถึง 6- 8 เดือนหลังคลอด ระยะนี้เซลล์สมองจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้น ดังนั้นหากแม่ได้รับโปรนตีนไม่เพียงพอในระยะนี้จะมีผลให้ทารกมีจำนวนเซลล์สมองน้อยทำให้ทารกมีสมองเล็กกว่าปกติ สติปัญญาต่ำ มีผลเสียแก่ทารกตลอดไป แม่จึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอ

ความต้องการสารอาหารที่ให้พลังงาน สารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน หญิงมีครรภ์ จะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นตลอดระยะที่มีครรภ์ 300-400 แคลอรีต่อวัน เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ของทารกและแม่ ในระยะ 3 เดือนแรก ความต้องการพลังงานยังไม่เพิ่ม ผู้ที่มีน้ำหนักมากอยู่แล้วจึงไม่ต้องเพิ่มอาหารที่ให้พลังงานในระยะนี้ แต่ควรปรับปรุงนิสัยการบริโภคกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ส่วนผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าที่ควรเป็นหรือค่อนข้างผอม ก็ควรเพิ่มอาหารที่ให้พลังงานมากขึ้น อาหารที่เพิ่มควรเป็นอาหารจำพวก โปรตีน เช่น น้ำนม ความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 ของการตั้งครรภ์คือ ช่วง 4-6 เดือน ระยะนี้แม่ควรได้รับพลังงานเพิ่มวันละ 200 แคลอรี และความต้องการพลังงานจะสูงที่สุดในช่วงระยะ 3 เดือนก่อนคลอดเพราะเป็นระยะที่ทารกในครภ์มีอัตราการเติมโตสูงมาก ระยะนี้แม่ควรได้รับพลังงานเพิ่มอีก 100-200 แคลอรี รวมเป็นเพิ่มขึ้นวันละ 300-400 แคลอรี อาหารที่ให้พลังงานที่เพิ่มขึ้นในระยะมีครรภ์ ควรเป็นอาหารที่โปรตีนเป็นส่วนใหญ่ เช่น ไข่เป็ด ไข่ไก่ น้ำนม เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้งอื่นไ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วขียว
กองโภชนาการ กรมอนามัย ได้กำหนดให้หญิงอายุ 20-29 ปี ทำงานปานกลางให้ได้พลังงานวันละ 1,800 แคลอรี ดังนั้นเมื่อมีครรภ์จึงควรได้รับพลังงานวันละ 2,100-2,200 แคลอรี จึงจะเพียงพอกับการเติบโตของทารกในครรภ์

สารอาหารที่ร่างกายต้องการระหว่างตั้งครรภ์

สารอาหารที่ร่างกายต้องการระหว่างตั้งครรภ์

ความต้องการเกลือแร่ ในระยะมีครรภ์ร่างการจะต้องการเกลือแร่ต่างๆ เพิ่มขึ้นเพื่อการเติมโตของทารก เกลือ แร่ที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ ได้แก่

- แคลเซียม : ในระยะมีครรภ์ความต้องการแคลเซียมจะเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างกระดูกและฟันของทารก ความต้องการแคลเซียมจะเพิ่มมากในเดือนที่ 4 และจะเพิ่มสูงสุดในระยะก่อนคลอดทั้งนี้นอกจากร่างกายจะต้องการแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างเซลล์ต่างๆ ของทารกแล้ว ยังต้องสะสมไว้ในระยะให้นมบุตรอีกด้วย หญิงมีครรภ์ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งจะได้จากอาหารจำพวกน้ำนม ปลาเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาป่น กุ้งแห้ง นอกจากนี้แคลเซียมยังมีมากในผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า ใบแค ฯลฯ แคลเซียมจะถูกดูดซึมได้ดีขึ้นหากในอาหารมีสารโปรตีน วิตามินซีและวิตามินดีประกอบอยู่ด้วย และหากร่างกายอยู่ในสภาพที่ขาดแคลเซียมหรือต้องการเพิ่มขึ้นร่างกายจะปรับตัวให้มีการดูดซึมแคลเซียมเพิ่มขึ้นและขับถ่ายออกจากร่างกายน้องลง ในภาวะปกติแคลเซียมพิ่มขึ้นและขับถ่ายออกจากร่างกายน้อยลง ในภาวะปกติแคลเซียมจะดูดซึมได้เพียงร้อยละ 25 จำนวนที่ได้รับ เมื่อมีครรภ์ร่างกายจะดูซึมได้ถึงร้อยละ 50-60 ของจำนวนที่ได้รับ

- เหล็ก : หญิงมีครรภ์จะต้องการเหล็กเพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งในระยะมีครรภ์ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 และร่างกายยังต้องสะสมเหล็กไว้ใช้สำหรับแม่ในระหว่างการคลอดและสำหรับทารกหลังคลอด ความต้องการเหล็กของแม่จะเพิ่มขึ้นในระยะ 3 เดือนก่อนคลอดและร่างกายก็จะดูซึ่มเหล็กได้มากขึ้นด้วย ตามปกติร่างกายดูดซึมเหล็กได้เพียงร้อยละ 10 ของเหล็กที่ได้รับ เมื่อมีครรภ์ร่างกายจะสามารถดูดซึมได้มากขึ้นถึงร้อยละ 20-30 หญิงมีครรภ์ควรได้รับเหล็กวันละ 26 มิลลิกรัม ซึ่งจะได้จากการกินเครื่องในสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะ ตับ ไต ม้าม นอกจากนี้จะได้จากไข่แดง ผักใบเขียว หากแม่ได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะเกิดโรคโลหิตจาง โรคโลหิตจางเป็นปัญหาโภชนาการที่สำคัญในหญิงมีครรภ์

- ไอโอดีน : ในระหว่างมีครรภ์ต่อมไทรอยด์จะทำงานมากขึ้น ทำให้ความความต้องการไอโอดีนเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้เพราะไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮอร์โมนธัยรอคซิน ซึ่งผลิตโดยต่อมไทรอยด์ การได้รับไอโอดีนไม่เพียงพอจะทำให้แม่เกิดโรคคอพอก ถ้าแม่ขาดอย่างรุนแรงก็อาจมีผลให้ทารกขาดด้วย การขาดไอโอดีนในทารกจะทำให้ทารกตัวเล็ก แคระแกร็น และมีสติปัญญาต่ำ ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ทารกตลอดไปหญิงมีครรภ์ควรได้รับธาตุไอโอดีนวันละ 125 ไมโครกรัม ซึ่งจะได้จากการกินอาหารทะเลต่างๆ เช่น ปลาทะเล หอยทะเล และหญิงมีครรภ์ควรใช้เกลือที่ผสมไอโอดีนในการปรุงอาหารเป็นประจำทุกวัน

- ความต้องการวิตามิน : มีความสำคัญต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมาก ช่วยให้การทำงานในร่างกายเป็นปกติช่วยป้องกันโรคขาดวิตามินในแม่และทารก การขาดวิตามินจะมีผลเสียต่อการทำงานของร่างกายและการเจริญเติบโตของทารกเป็นอย่างมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน แม่จึงควรกินอาหารที่มีวิตามินให้เพียงพอ วิตามินที่จำเป็นต้องได้รับเพิ่มขึ้น ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 ไนอะซิน บี 12 วิตามินเอ ดี อี เค ซึ่งละลายในไขมันด้วย วิตามินดังกล่าวนี้จะได้จากการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอ ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่ น้ำนม ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าว หรือแป้งชนิดต่างๆ ผักผลไม้ และไขมันหรือน้ำมัน

Possibly Related Posts:


แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: Thursday, April 26th, 2012, หมวด เพิ่มคุณค่าช่วงตั้งครรภ์

 

แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอมาที่ Email : thai-mom@hotmail.com
ติดต่อเว็บไซด์ : thai-mom.com
โทร : 085-9202110